ลาบปลานิลทรงเครื่องสมุนไพร และต้มส้มปลานิลยอดใบมะขามอ่อน
โดย นายสมชาย ภูนาสี (ต่าย)
---------------------------------------------------------------
ลาบ เป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานและภาคเหนือ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอาหารรสจัด (แซบ) ซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าของสมุนไพรนานาชนิดที่ใช้เป็นเครื่องปรุง อาทิ ข่า ตะไข้ ใบมะกูด มะนาว กระเทียม และเครื่องเคียงที่เป็นผักสารพัด อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา ยอดกระถิน โดยปกติแล้วจะรับประทานกับข้าวเหนียวอุ่นๆ แต่รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ นึกถึงลาบทีไรก็จะเปรี้ยวปากหิวข้าวขึ้นมาทันที ส่วนต้มส้ม ก็เป็นอาหารรสจัด แซบ เช่นเดียวกัน รับประทานคู่กับลาบแล้วอร่อยหรือแซบมากๆ
.
ลาบปลานิล เป็นอีกหนึ่งในอาหารตระกูลลาบที่น่าลิ้มลอง เหมาะสำหรับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคุณค่าโปรตีนจากเนื้อปลาและสารอาหารจากเครื่องปรุงที่มาจากสมุนไพรนานาชนิดนั้นดีต่อร่างกาย ไม่ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ ส่วนต้มส้มปลานิลยอดใบมะขามอ่อนก็เป็นอาหารประเภทต้มยำที่อุดมไปด้วยคุณค่าของสมุนไพรเช่นเดียวกัน จึงเหมาะมากที่จะรับประทานควบคู่กัน
.
แต่ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับลาบปลานิลและต้มส้มปลานิล เรามารู้จักกับ ประวัติของปลานิลกันก่อน จากเว็บไซต์วิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A5) ได้บอกเล่าความเป็นมาและข้อมูลของปลานิลไว้พอสังเขป ดังนี้
.
“...ปลานิลสามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ทวีปแอฟริกา พบทั่วไปตามหนอง บึง และทะเลสาบในประเทศซูดาน ยูกันดา และแทนกันยีกา ปลานิลเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกโดยสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงจัดส่งเข้ามาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ จำนวน ๕๐ ตัว ครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา เป็นหนึ่งโครงการในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา
ผลการทดลองปรากฏว่าปลานิลที่ทรงโปรดเกล้าให้ทดลองเลี้ยงได้เจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ต่อมาจึงได้พระราชทานชื่อว่า ปลานิล (โดยมีที่มาจากชื่อแม่น้ำไนล์ (Nile) ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Tilapia nilotica) และพระราชทานพันธุ์ปลาดังกล่าวให้กับกรมประมงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายแก่พสกนิกร และปล่อยลงไว้ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม เนื่องจากปลานิลมีคุณลักษณะพิเศษหลายอย่าง เช่น กินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลงและสัตว์น้ำเล็ก ๆ มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ ๑๐-๓๐ เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาดดี
.
ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงและแพร่ขยายพันธุ์ปลานิลในบ่อสวนจิตรลดาต่อไป ในทางวิชาการเรียกสายพันธุ์ปลานิลดังกล่าวว่า ปลานิลจิตรลดา ซึ่งยังคงเป็นปลานิลสายพันธุ์แท้ที่ประเทศไทยได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ...”
.
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปลานิลไม่ได้ถือกำเนิดที่ประเทศไทย แต่อยู่ที่ทวีปแอฟริกา แล้วเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ คือ เมื่อประมาณ ๔๕ ปีที่ผ่านมานี่เอง (นับจากปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๓) ปัจจุบันสามารถหารับประทานเมนูจากปลานิลได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย สามารถนำปลานิลมาประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปิ้ง ยำ ย่าง ผัด ต้ม หรือทอด เนื่องจากปลานิลมีปริมาณเนื้อที่มาก และรสชาดดี
.
เมนูที่ ลาบปลานิลทรงเครื่องสมุนไพรและต้มส้มใบมะขามอ่อน สำหรับ ๔ – ๕ ที่
เริ่มจากการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมทั้งวัตถุดิบต่างๆ ได้แก่
.
วัสดุและอุปกรณ์
๑) มีดสำหรับแล่และหั่นเนื้อปลานิล รวมทั้งหั่นและซอยผัก
๒) เขียง
๓) ครก-สาก
๔) หม้อแกงขนาดกลาง สำหรับทำน้ำซุป
๕) หม้อแกงขนาดเล็ก สำหรับการปรุงเครื่องลาบ
๖) ชามขนาดกลาง – ใหญ่
.
วัตถุดิบ
๑) ปลานิลขนาดกลาง จำนวน ๕ – ๖ ตัว
๒) พริกแห้งป่น จำนวน ๑/๒ ถ้วยแกง
๓) พริกขี้หนูสวนสด จำนวน ๑ ถ้วยน้ำพริก
๔) ข้าวสาร(เหนียว) จำนวน ๑/๓ ถ้วยแกง
๕) หัวข่าแก่ปานกลาง จำนวน ๔ หัว
๖) ตระไคร้ จำนวน ๔ หัว
๗) ใบมะกรูด จำนวน ๗ – ๘ ใบ
๘) ต้นหอม ผักชี และผักชีใบเลื่อยอย่างละกำ
๙) มะนาว จำนวน ๕ ใบ
๑๐) หัวหอม จำนวน ๔ – ๕ หัว
๑๑) ใบมะขามอ่อน ๑ กำใหญ่
๑๒) กระเทียม จำนวน ๗ – ๘ กลีบ (ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานก็ไม่ต้องใช้)
.
เครื่องปรุง
๑) เกลือไอโอดีน
๒) น้ำปลาแท้
.
เครื่องเคียง
ถั่วฝักยาว แตงกวา ยอดกระถิน และผัดสดต่างๆ ตามฤดูกาล โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน จะรับประทานสด และลวกก็ได้
.
ขั้นตอนการทำลาบปลานิลทรงเครื่องสมุนไพร พร้อมกับทำต้มส้มปลานิลใบมะขามอ่อน
๑) แล่เนื้อปลานิลแยกเก็บไว้ต่างหากกับส่วนหัวและก้างติดเนื้อ
๒) หั่นเนื้อปลาที่แล่ไว้แล้ว เป็นทรงลูกเต๋าขนาดเล็กขนาดนิ้วมือผู้ใหญ่ ส่วนหัวและก้างให้สับเป็นชิ้นๆ เพื่อนำไปทำน้ำซุปต้มส้ม โดยล้างหัวปลาและก้างติดเนื้อพักไว้ให้แห้ง (หัวปลาและก้างติดเนื้อที่พักไว้ให้แห้งเพื่อลดกลิ่นคาว)
๓) หั่นผักเพื่อเตรียมไว้ปรุงรสครึ่งหนึ่ง ได้แก่ ต้นหอม ผักชี และผักชีใบเลื่อย เพื่อเตรียมไว้ใส่ลาบ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งหั่นขนาดกลาง-ใหญ่ เพื่อเตรียมไว้ใส่ต้มส้ม โดยแยกรากผักชีออกมาแล้วทุบเตรียมใส่ในต้มส้ม
๔) ซอยหัวข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด และกระเทียมให้เป็นฝอย (หั่นละเอียด) จำนวน ๑/๓ ส่วนสำหรับใส่ลาบ และส่วนที่เหลือให้ทุบแล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดกลางสำหรับใส่ต้มส้ม
๕) ต้มน้ำในหม้อต้มขนาดกลาง โดยใส่น้ำประมาณ ๓ ส่วน แล้วต้มด้วยไฟแรงปานกลาง เติมเกลือลงไปสัก ๒ ช้อนแกง ใส่รากผักชี ข่าและตระไคร้ แล้วรอจนกระทั่งน้ำเดือด ให้ใส่หัวปลาและกระดูกติดเนื้อที่สับพักไว้ทั้งหมด รวมทั้ง เนื้อปลาบางส่วน แล้วต้มทิ้งไว้อีกประมาณ ๕ นาที แล้วจึงใช้ไฟอ่อนอุ่นไว้ สุดท้ายให้เติมใบมะกรูดที่เตรียมไว้ลงไปส่วนหนึ่งพอให้หอมเพื่อดับกลิ่นคาว รวมทั้งสิ่งที่สำคัญสุดคือ ใบมะขามอ่อนที่เตรียมไว้ โดยใช้ใบตระไคร้มาพันรอบๆ ไว้เพื่อไม่ให้กระจายมากเกินไป จะทำแยกเป็นหลายๆ ห่อๆ หรือห่อเดียวก็ได้ แล้วอุ่นต่อไปจนกว่าจะทำลาบเสร็จ
๖) คั่วพริกแห้ง และข้าวสาร(เหนียว) ให้พอได้ที่ แล้วพักไว้ให้เย็นไว้ ก่อนนำไปตำในครกให้ละเอียดแล้วแยกไว้
๗) หั่นมะนาวแบ่งครึ่ง แล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำมะนาวพักไว้ในถ้วย
๘) นำเนื้อปลาใส่ในหม้อขนาดเล็ก แล้วเติมน้ำซุปที่ต้มเดือดแล้วลงไปให้พอท่วมเนื้อปลา แล้วนำไปตั้งไฟโดยใช้ไฟปานกลาง คนเล็กน้อยเป็นระยะๆ จนกว่าให้เนื้อปลาเปลี่ยนเป็นสีขาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเนื้อปลาเริ่มสุกแล้ว
๙) เมื่อน้ำปลาสุกแล้ว ให้ยกหม้อออกจากเตาลงพักไว้ แล้วค่อยๆ บรรจงตักเฉพาะเนื้อปลาออกพักไว้ในชาม จะเหลือเฉพาะน้ำผสมเนื้อปลาเข้มข้น (นี่แหล่ะคือเคล็ดลับ)
๑๐) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นต้อนที่สำคัญที่สุด คือ ทำเครื่องปรุงรส โดยเติมน้ำปลา และน้ำมะนาว อย่างละ ๒ ช้อนแกง หรือตามรสชาดที่ต้องการ แล้วเติมข้าวคั่ว และผักที่หั่นไว้ลงไปผสมกับน้ำในหม้อขนาดเล็ก แล้วคนให้เข้ากัน ชิมดูพอให้ได้รสชาดที่จัดเผื่อตอนที่นำไปผสมกับเนื้อปลาแล้ว จะได้รสชาดที่ดี หากต้องการให้เด็กรับประทานด้วย ก็ให้ตักแยกไว้ จากนั้น ให้เต็มพริกป่นลงไปผสมให้เข้ากันกับเครื่องปรุงอื่นๆ ตามความเผ็ดที่ต้องการ จะได้กลิ่นหอมของข้าวคั่วและเครื่องปรุงอื่นๆ
๑๑) ส่วนต้มส้ม ให้ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาว ประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะ หรือตามรสชาดที่ชอบแต่จะเน้นที่รสเค็มเล็กน้อยผสมเปรี้ยวเป็นหลัก
เมื่อจะรับประทาน ให้ตักเนื้อปลาใส่ชามหรือจานที่จัดไว้โดยใช้ผักสดวางไว้ส่วนหนึ่งของจาน แล้วตักน้ำเครื่องปรุงที่ทำไว้มาราดลงไปบนเนื้อปลาพอชุ่ม แล้วโรยข่า ตระไคร้ และใบมะกรูดที่หั่นฝอยไว้ลงไปอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้ง โรยต้นหอมและผักชีลงไปเล็กน้อยพองาม เป็นอันแล้วเสร็จ
.
ตอนที่จะรับประทานต้มส้ม ให้ตักหัวปลา ก้างติดเนื้อ และเนื้อใส่ชามที่เตรียมไว้ แล้วตักน้ำต้มซุปใส่ลงไป จากนั้น ก็ปรุงรสด้วยพริกขี้หนูสวนทุบพอประมาณไม่ต้องละเอียดสัก ๒ – ๓ เม็ด หรือตามความชอบ และปรุงด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว แล้วเติมข่า ตระไคร้ ใบมะกรูดหั่นฝอยลงไปเล็กน้อย พร้อมทั้ง ผักชีและผักชีใบเลื่อยที่หั่นขนาดกลางลงไปเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง และข้าวเหนียวหรือข้าวสวยอุ่นๆ
.
เมนูลาบปลานิลและต้มส้มปลานิลนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับลาบอย่างอื่นได้ ที่สำคัญคือวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ต้องสด และเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่หาได้ทั่วไป และในขั้นตอนของการทำอาจดูแล้วค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่เนื่องจากเป็นการทำอาหาร ๒ อย่างในเวลาเดียวกัน แต่หากได้ฝึกฝนหลายๆ ครั้ง ก็จะมีความเชี่ยวชาญจนสามารถทำได้อย่างมีความสุข เมื่อถึงเวลานั้น อาหารทุกอย่างที่ทำจะมีรสชาดที่อร่อยจนไม่อาจรู้ลืม
---------------------------------------------------------------
Tai
๓๐๒/๙๒ หมู่บ้านเย็นสุข ถ.ลาดพร้าว ๘๗ แยก ๘ กทม.
(๐๒) ๙๓๒-๒๒๔๖
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น